สัปดาห์นี้ Amazon เพิ่งเริ่มวางขาย Kindle หรือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ของตนในยุโรป ในขณะเดียวกัน บริษัทอื่นๆ ต่างก็พยายามที่จะแข่งกัน Amazon เพื่อเป็นผู้นำด้านการเผยแพร่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยในตลาดนี้ การเป็นผู้นำไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจำหน่ายอุปกรณ์อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการพัฒนารูปแบบการเผยแพร่สินค้า ซึ่งเป็นหัวสำคัญของการครองตลาด ดังที่สินค้าด้านวัฒนธรรมอื่นๆ อาทิ เพลง รายการทีวี หรือวีดิทัศน์ ได้แสดงให้เห็นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แล้วใครจะเป็นผู้นำตลาดด้านนี้ในอนาคต ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คงต้องเท้าความถึงแพลตฟอร์มการกระจายสินค้าของ Apple ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้านเพลงเพราะเป็นระบบที่ใช้งานได้ง่ายกับอุปกรณ์พกพาฟัง เพลง MP3 พร้อมกับยังมีแคตาล็อกเพลงที่หลากหลาย สำหรับตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นตลาดที่เพิ่งเกิดแต่ก็มีศักยภาพสูง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Amazon ตั้งใจที่จะใช้ชื่อเสียงของตนจากเว็บไซต์ขายหนังสือฉบับ "กระดาษ" เพื่อกลายเป็นผู้ครองตลาด อย่างไรก็ดี Google ก็ได้ประกาศว่าจะเผยแพร่ระบบการวางขายผลิตภัณฑ์ด้านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เช่นกัน โดยตั้งชื่อแพลตฟอร์มไว้ว่า Google Editions และได้ทำสัญญากับสำนักพิมพ์บางรายแล้ว
ดังนี้ ในปี 2553 ก็น่าจะมีบริษัทที่หันมาทำตลาดด้านนี้อย่างน้อย 3 ราย กล่าวคือ Sony ซึ่งจะเสนอหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 100,000 เล่มในแคตาล็อกของตน, Amazon 330,000 เล่ม และ Google ประมาณ 500,000 เล่ม ซึ่งจำนวนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวยังไม่นับรวมหนังสือที่เป็นสาธารณสมบัติ (public domain) โดย Google Books เป็นผู้นำในด้านนี้อยู่ในปัจจุบัน
อนึ่ง เกี่ยวกับ Google Books ผู้นำด้านเว็บไซต์ค้นหากำลังเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากทั่วโลก เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์เห็นว่า Google ละเมิดลิขสิทธิ์ของพวกเขา และยังทำตัวเป็นผู้ผูกขาดตลาดด้านนี้โดยปริยาย โดยเฉพาะสำหรับงานประพันธ์ที่ยังมีลิขสิทธิ์แต่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สืบ สิทธิไม่มีชีวิตอยู่แล้ว และการเจรจาความตกลงที่ Google จะทำกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ก็หยุดชะงักไปในปัจจุบัน เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาแล้ว
ที่มา นสพ. Le Monde (ภาษาฝรั่งเศส) และคำแปล Google Translate ภาษาอังกฤษ
แล้วใครจะเป็นผู้นำตลาดด้านนี้ในอนาคต ?
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คงต้องเท้าความถึงแพลตฟอร์มการกระจายสินค้าของ Apple ซึ่งเป็นผู้นำตลาดด้านเพลงเพราะเป็นระบบที่ใช้งานได้ง่ายกับอุปกรณ์พกพาฟัง เพลง MP3 พร้อมกับยังมีแคตาล็อกเพลงที่หลากหลาย สำหรับตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งยังเป็นตลาดที่เพิ่งเกิดแต่ก็มีศักยภาพสูง ปัจจัยดังกล่าวทำให้ Amazon ตั้งใจที่จะใช้ชื่อเสียงของตนจากเว็บไซต์ขายหนังสือฉบับ "กระดาษ" เพื่อกลายเป็นผู้ครองตลาด อย่างไรก็ดี Google ก็ได้ประกาศว่าจะเผยแพร่ระบบการวางขายผลิตภัณฑ์ด้านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เช่นกัน โดยตั้งชื่อแพลตฟอร์มไว้ว่า Google Editions และได้ทำสัญญากับสำนักพิมพ์บางรายแล้ว
ดังนี้ ในปี 2553 ก็น่าจะมีบริษัทที่หันมาทำตลาดด้านนี้อย่างน้อย 3 ราย กล่าวคือ Sony ซึ่งจะเสนอหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 100,000 เล่มในแคตาล็อกของตน, Amazon 330,000 เล่ม และ Google ประมาณ 500,000 เล่ม ซึ่งจำนวนหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ดังกล่าวยังไม่นับรวมหนังสือที่เป็นสาธารณสมบัติ (public domain) โดย Google Books เป็นผู้นำในด้านนี้อยู่ในปัจจุบัน
อนึ่ง เกี่ยวกับ Google Books ผู้นำด้านเว็บไซต์ค้นหากำลังเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากทั่วโลก เนื่องจากเจ้าของลิขสิทธิ์เห็นว่า Google ละเมิดลิขสิทธิ์ของพวกเขา และยังทำตัวเป็นผู้ผูกขาดตลาดด้านนี้โดยปริยาย โดยเฉพาะสำหรับงานประพันธ์ที่ยังมีลิขสิทธิ์แต่เจ้าของลิขสิทธิ์หรือผู้สืบ สิทธิไม่มีชีวิตอยู่แล้ว และการเจรจาความตกลงที่ Google จะทำกับสำนักพิมพ์ต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ก็หยุดชะงักไปในปัจจุบัน เนื่องจากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาแล้ว
ที่มา นสพ. Le Monde (ภาษาฝรั่งเศส) และคำแปล Google Translate ภาษาอังกฤษ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น